วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554
ใบงานที่ 3
ประวัติของคอมพิวเตอร์เริ่มออกเกี่ยวกับ 2,000 ปีก่อนเมื่อแรกเกิดของ ลูกคิด , ชั้นวางไม้ในแนวนอนโฮลดิ้งสองสายด้วยลูกปัดหงุดหงิดกับพวกเขา When these beads are moved around, according to programming rules memorized by the user, all regular arithmetic problems can be done. เมื่อลูกปัดเหล่านี้จะถูกย้ายไปรอบ ๆ ตาม การเขียนโปรแกรม โดยผู้ใช้จำกฎทุกปัญหาค่าปกติสามารถดำเนินการได้ Another important invention around the same time was the Astrolabe, used for navigation. Blaise Pascal is usually credited for building the first digital computer in 1642. การประดิษฐ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งรอบเวลาเดียวกันเป็น Astrolabe ที่ใช้สำหรับการนาวิเกต Blaise Pascal เป็นเครดิตมักจะใช้สำหรับการสร้างคอมพิวเตอร์ดิจิตอล 1642 ครั้งแรกใน It added numbers entered with dials and was made to help his father, a tax collector. มันเพิ่มตัวเลขเข้ากับหน้าปัดและได้ทำเพื่อช่วยพ่อเก็บภาษีของเขา In 1671, Gottfried Wilhelm von Leibniz invented a computer that was built in 1694. In 1671, Gottfried Wilhelm von Leibniz 1694 คิดค้นคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นใน It could add, and, after changing some things around, multiply. Leibniz invented a special stepped gear mechanism for introducing the addend digits, and this is still being used. The prototypes made by Pascal and Leibniz were not used in many places, and considered weird until a little more than a century later, when Thomas of Colmar (AKA Charles Xavier Thomas) created the first successful mechanical calculator that could add, subtract, multiply, and divide. มันอาจเพิ่มและหลังจากการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างรอบ ๆ ตัวคูณ. Leibniz คิดค้นเกียร์เหยียบกลไกพิเศษสำหรับการแนะนำหลัก addend และนี่คือยังคงมีการใช้. ต้นแบบโดย Pascal และ Leibniz ไม่ได้ใช้ในหลายสถานที่และการพิจารณา จนแปลกอะไรที่ดีกว่าในภายหลังศตวรรษเมื่อโทมัสของ Colmar (AKA Charles Xavier Thomas) สร้างขึ้นครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จ ทางกลเครื่องคิดเลข ที่สามารถบวกลบคูณและหาร A lot of improved desktop calculators by many inventors followed, so that by about 1890, the range of improvements included: จำนวนมากของเครื่องคิดเลขตั้งโต๊ะดีขึ้นโดยนักประดิษฐ์หลายคนติดตามเพื่อให้โดยประมาณ 1890 ช่วงของการปรับปรุงรวม
ใบงานที่ 2
ตอบ
ชารลส์ แบบเบจ (Charles Babbage: 1792 - 1871) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์เครื่องผลต่าง (Difference Engine) ขึ้นมาในปี 1832 เป็นเครื่องคำนวณที่ประกอบด้วยฟันเฟืองจำนวนมาก สามารถคำนวณค่าของตารางได้โดยอัตโนมัติ แล้วส่งผลลัพธ์ไปตอกลงบนแผ่นพิมพ์สำหรับนำไปพิมพ์ได้ทัน แบบเบจได้พัฒนาเครื่องผลต่างอีกครั้งในปี 1852 โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐสภาอังกฤษ แต่ก็ต้องยุติลงเมื่อผลการดำเนินการไม่ได้ดังที่หวังไว้
หลังจากนั้นแบบเบจก็หันมาออกแบบเครื่องวิเคราะห์ (Babbage's Analytical Engine) โดยเครื่องนี้ประกอบด้วย "หน่วยความจำ" ซึ่งก็คือ ฟันเฟืองสำหรับนับ "หน่วยคำนวณ" ที่สามารถบวกลบคูณหารได้ "บัตรปฏิบัติ" คล้ายๆ บัตรเจาะรูใช้เป็นตัวเลือกว่าจะคำนวณอะไร "บัตรตัวแปร" ใช้เลือกว่าจะใช้ข้อมูลจากหน่วยความจำใด และ "ส่วนแสดงผล" ซึ่งก็คือ "เครื่องพิมพ์ หรือเครื่องเจาะบัตร" แต่บุคคลที่นำแนวคิดของแบบเบจมาสร้างเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) ก็คือ ลูกชายของแบบเบจชื่อ เฮนรี่ (Henry) ในปี 1910
อย่างไรก็ตามความคิดของแบบเบจ เกี่ยวกับเครื่องผลต่าง และเครื่องวิเคราะห์ เป็นประโยชน์ต่อวงการคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมามาก จึงได้รับสมญาว่า "บิดาแห่งคอมพิวเตอร์" เนื่องจากประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ 1. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ 2. ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ 3. ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูลและส่วนประมวลผล 4. ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บข้อมูล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณทำให้เครื่องวิเคราะห์นี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
ชารลส์ แบบเบจ (Charles Babbage: 1792 - 1871) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์เครื่องผลต่าง (Difference Engine) ขึ้นมาในปี 1832 เป็นเครื่องคำนวณที่ประกอบด้วยฟันเฟืองจำนวนมาก สามารถคำนวณค่าของตารางได้โดยอัตโนมัติ แล้วส่งผลลัพธ์ไปตอกลงบนแผ่นพิมพ์สำหรับนำไปพิมพ์ได้ทัน แบบเบจได้พัฒนาเครื่องผลต่างอีกครั้งในปี 1852 โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐสภาอังกฤษ แต่ก็ต้องยุติลงเมื่อผลการดำเนินการไม่ได้ดังที่หวังไว้
หลังจากนั้นแบบเบจก็หันมาออกแบบเครื่องวิเคราะห์ (Babbage's Analytical Engine) โดยเครื่องนี้ประกอบด้วย "หน่วยความจำ" ซึ่งก็คือ ฟันเฟืองสำหรับนับ "หน่วยคำนวณ" ที่สามารถบวกลบคูณหารได้ "บัตรปฏิบัติ" คล้ายๆ บัตรเจาะรูใช้เป็นตัวเลือกว่าจะคำนวณอะไร "บัตรตัวแปร" ใช้เลือกว่าจะใช้ข้อมูลจากหน่วยความจำใด และ "ส่วนแสดงผล" ซึ่งก็คือ "เครื่องพิมพ์ หรือเครื่องเจาะบัตร" แต่บุคคลที่นำแนวคิดของแบบเบจมาสร้างเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) ก็คือ ลูกชายของแบบเบจชื่อ เฮนรี่ (Henry) ในปี 1910
อย่างไรก็ตามความคิดของแบบเบจ เกี่ยวกับเครื่องผลต่าง และเครื่องวิเคราะห์ เป็นประโยชน์ต่อวงการคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมามาก จึงได้รับสมญาว่า "บิดาแห่งคอมพิวเตอร์" เนื่องจากประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ 1. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ 2. ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ 3. ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูลและส่วนประมวลผล 4. ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บข้อมูล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณทำให้เครื่องวิเคราะห์นี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)